|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2008 เวลา 15:14 น. |
|
ศาลยกฟ้องเสธ.ยอด แฉ"บิ๊กหมง"กับพวก ถลุงทีพีไอ3พันล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้พิพากษายกฟ้องคดีที่พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฎฐ์,นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา,นายพละ สุขเวช,นายอารีย์ วงศ์อารยะ และนายทนง พิทยะ ซึ่งเป็นโจทย์ยื่นฟ้องพล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย พร้อมคณะกรรมาธิการการปกครอง และคณะทำงานตรวจสอบการฟื้นฟูกิจการทีพีไอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้พิพากษายกฟ้องคดีที่พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฎฐ์,นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา,นายพละ สุขเวช,นายอารีย์ วงศ์อารยะ และนายทนง พิทยะ ซึ่งเป็นโจทย์ยื่นฟ้องพล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย พร้อมคณะกรรมาธิการการปกครอง และคณะทำงานตรวจสอบการฟื้นฟูกิจการทีพีไอ ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า มีการกระทำที่ไม่โปร่งใสและขัดต่อกฏหมายอย่างชัดเจนก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯได้จัดทำสมุดปกขาวเปิดเผยเบื้องหลังขบวนการฟื้นฟูกิจการทีพีไอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยกระทรวงการคลังในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจบริหารกิจการทีพีไอ เพราะพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจคลังเข้าบริหารกิจการของบริษัทเอกชน อีกทั้งพ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินไม่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการมอบอำนาจให้พล.อ.มงคลกับพวกเข้าบริหารกิจการทีพีไออีกด้วย และการบริหารของพล.อ.มงคล ยังมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสโดยได้กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ ทั้งการนำบริษัท ซินเนอจี โซลูชั่น จำกัดเข้ามาทำงานฟื้นฟูกิจการให้ทีพีไอโดยไม่เปิดประมูล
และมีหลักฐานว่า ผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทฯเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพล.อ.มงคลกับพวก แถมยังจ่ายเงินย้อนหลังให้บริษัทดังกล่าวโดยผิดกฏหมายโดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2546 พล.อ.มงคลกับพวก มีมติจ่ายเงินย้อนหลังถึงเดือนละ 20 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค.-31 ส.ค.2546 ทั้ง ๆ ที่บริษัทฯเพิ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในภายหลังในวันที่ 25 ส.ค.2546 โดยมีนายศิริ จิระพงศ์พันธ์ เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนสำคัญที่ทำงานให้กับพล.อ.มงคลกับพวก
นอกจากนี้ บริษัทฯจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งเริ่มประกอบกิจการต่อกรมสรรพากร ในวันที่ 26 ส.ค.2546 โดยแจ้งรายรับเพียงเดือนละ 5 ล้านบาทเท่านั้น แต่กลับเรียกเก็บเงินย้อนหลังจากทีพีไอถึงเดือนละ 20 ล้านบาทคำวินิจฉัยของศาลฯยังระบุอีกว่า คณะกรรมาธิการฯได้เรียกพล.อ.มงคลกับพวก ไปชี้แจงหลายครั้ง แต่กลับไม่ยอมไปชี้แจง เพียงแต่ส่งนายศิริ ไปชี้แจงแทน
ซึ่งไม่สามารถตอบเรื่องการจ่ายเงินย้อนหลังให้กับบริษัทดังกล่าวได้ ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 ทีพีไอได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) แต่ยังมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง และขณะนี้คณะกรรมการป.ป.ช.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกรณีพล.อ.มงคลกับพวก กระทำการทุจริตในการบริหารกิจการภายในทีพีไอว่า มีการทุจริตเงินทีพีไอกว่า 3,000 ล้านบาทโดยไม่ชอบด้วยำกฏหมายอีกด้วย
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2009 เวลา 06:01 น. |