บุษบา ยอดบางเตย หญิงเหล็กผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

"มันเหมือนกับความฝันเมื่อหลับแล้วตื่นขึ้นมา นี่เรามาอยู่วงการยกน้ำหนัก 20 ปีแล้วหรือนี่”
นั่นคือประโยคหนึ่งที่ “หญิงเหล็ก” บุษบา ยอดบางเตย ภรรยาของ “เสธ.ยอด” พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย เอ่ยขึ้นมา แม้ว่าเธอจะเหน็ดเหนื่อยกับงานภารกิจของ “น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จอมพลังจากนครสวรรค์ที่คว้าเหรียญทองจาก “โอลิมปิก” ครั้งที่ 29 หรือ “ปักกิ่งเกมส์” ที่ประเทศจีน
นั่งหลับตานึกถึงภาพในอดีตตอนนั้น พล.อ.วิมล วงศ์วานิช ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย และพล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย เป็นเลขาธิการฯและได้ดึงตนเข้าไปร่วมงาน


อันที่จริงแล้วสมาคมยกน้ำหนักฯ ได้มีการวางแนวทางเอาไว้นานแล้ว และมีการทำงานกันอย่างต่อเนื่อง สมัยนั้นต้องยอมรับว่า ลำบากมาก เพราะการไปติดต่อ ของบทั้งจากภาครัฐและเอก ชนเพื่อมาสร้างนักกีฬาก็ไม่ค่อยได้รับการตอบสนอง หรือบางครั้งได้มา ก็ไม่พอเพียง ดังนั้นเราจึงต้องมาดิ้นรนเอง


ก่อนหน้าที่สมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทย จะมีผลงานชิ้นโบแดงในการเข้าร่วม “โอลิมปิก” ครั้งที่ 28 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ได้มา 2 เหรียญทอง จาก ปวีณา ทองสุก, อุดมพร พลศักดิ์ และ 2 เหรียญทองแดง วันดี คำเอี่ยม กับ อารีย์ วิรัฐถาวร
ในช่วงระหว่างทำการฝึกซ้อมเก็บตัวที่เชียงใหม่

บางครั้งไม่มีรถที่จะขนส่งนักกีฬาไปขอยืมใครก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ทางสมาคมฯ ก็ไม่ย่อท้อต่อสู้เพื่อสร้างผลงาน และในที่สุดเราก็ทำชื่อเสียงสู่ประเทศไทย ถือเป็นประวัติศาสตร์ของวงการยกน้ำหนักไทย
หลังจากที่ประสบความสำเร็จกลับมา ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เหมือนกับจะง่ายขึ้น และต้องขอบคุณหน่วยงานจากภาครัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุน เงินทุกบาททุกสตางค์ ที่ได้รับมา เรานำมาใช้เต็มเม็ดเต็มหน่วย


ขณะเดียวกันได้มีการปูพื้นฐานไปสู่นักกีฬาต่างจังหวัด ทุกรายการที่ทำการแข่งขันในประเทศอาทิ ยกน้ำหนักเยาวชนแห่งชาติ, กีฬาแห่งชาติ, เยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย และชิงแชมป์ประเทศไทย ได้มีการส่งคนเข้าไปดูฟอร์มของนักกีฬา
ใครว่ายกน้ำหนักใช้แต่กำลัง แต่บึก ๆ แล้ว คน ที่จะเล่นกีฬาชนิดนี้ต้องมีความเฉลียวฉลาด ดังนั้นการส่งคนไปเป็นนักกีฬา ไม่ใช่ว่าจะเน้นแต่เรื่องชัยชนะ บางคนไม่ชนะแต่เห็นความมุ่งมั่นเราก็เรียกตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อม


หนึ่งของความภูมิใจก็ตรงที่ว่า จีนเป็นมหาอำนาจทางกีฬายกน้ำหนัก มีนักกีฬาให้เลือกเป็นร้อย ซึ่งตรงกันข้ามกับของไทย ที่มีตัวเลือกเพียงน้อยนิด แต่เราก็ทำได้ ตรงนี้นี่แหละที่ทำให้มีกำลังใจที่จะต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่อไป
โอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง หนนี้แม้ว่า นักยกน้ำหนักของไทยจะได้มา 1 เหรียญทองก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราได้มองเห็นอนาคตก็ตรงที่ว่า นักกีฬาชาย เริ่มฉายแววขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้ว ประเด็นนี้นี่แหละที่ทำให้มีกำลังใจและเริ่มมองเห็นหนทางสู่ชัยชนะ
สมาคมยกน้ำหนักฯ ยังต้องเดินหน้าต่อไป ตอนนี้เริ่มมองถึงโอลิมปิกอีก 4 ปีข้างหน้า ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ


ทั้งนี้หัวใจหลักของการปูพื้นฐานของนักกีฬายกน้ำหนัก ตัวนักกีฬาต้องมาก่อน จึงอยากฝากข้อคิดให้กับนักกีฬาสายเลือดใหม่ ต้องมีความมุ่งมั่น ที่สำคัญต้องมีระเบียบวินัย
ขณะที่ทางสมาคมยกน้ำหนักฯเองก็ยังต้องฟันฝ่าอุปสรรคโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ลำพังถ้าจะต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแน่ คิด ง่าย ๆ แต่ละปีต้องใช้ 20 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ แล้ว 4 ปีก็คงเฉียด ๆ 100 ล้านบาท


คณะกรรมการบริหารต้องมาเริ่มทบทวนกันใหม่อีกรอบ ตอนนี้เราต้องเริ่มผลิตสายเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ ๆ ที่บางคนได้เลิกราไป
ขอบอกเอาไว้ได้เลยว่า อีก 4 ปีข้างหน้า

กีฬายกน้ำหนักของไทยยังมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับเหรียญรางวัลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ “น้องเก๋” ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล
หลังจากที่เคลียร์คิวและงานโชว์ตัวตลอดจนเดินสายขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน ก็จะเริ่มทำการเก็บตัวฝึกซ้อมต่อทันที


แผนงานนับจากนี้ได้เตรียมส่งนักกีฬาดาวรุ่งไปทำการแข่งขันเพื่อหาประสบการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากกีฬายกน้ำหนักโอลิมปิกเกมส์หรือระดับโลก หากสมาธิไม่มั่นคง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย
ตลอด 20 ปีที่เข้ามาอยู่ในวงการยกน้ำหนักของไทย มีทั้งสุขและทุกข์ แต่เมื่อใจรักและเลือกแล้วก็ต้องสู้ต่อไป มีหลายคนถามเหมือนกันว่า เมื่อไหร่จะวางมือ ตัวของ “หญิงเหล็ก” นามว่า “บุษบา” ก็ตอบไม่ได้


เอาเป็นว่า เมื่อเธอมีความมุ่งมั่น ผมในฐานะของสื่อมวลชนและคนไทยอีกหลายล้านคน คงกระทำได้ดีที่สุดก็คือ ให้กำลังใจให้เธอและเหล่านักกีฬาจงต่อสู้เพื่อชัยชนะ
อีก 4 ปีข้างหน้าจะรอชื่นชมในความสำเร็จของ “จอมพลังของไทย”...สู้โว้ย!!!