++ 2จอมพลังว่าที่ฮีโร่คนที่17

ตำนานโอลิมปิกเกมส์ กับทัพนักกีฬาไทย ผ่านการแข่งขันครั้งแล้วครั้งเล่า จากวันที่ไทย เป็นแค่ลูกไล่ มีโอกาสเพียงได้แข่ง ทว่าจวบจนถึงวันนี้ ก้าวขึ้นมาเป็นชาติทำผลงานไม่น้อยหน้าใคร
5 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 9 เหรียญทองแดง รวมแล้วทั้งสิ้น 16 เหรียญ
โอลิมปิกเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระหว่าง 8-24 ส.ค.51 เป็นอีกครั้งที่ ทัพไทย หวังจะสร้างชื่อเสียง โดยกีฬาความหวังยังเป็นขวัญใจรายเดิม มวยสากลสมัครเล่น, เทควันโด รวมทั้งยกน้ำหนัก ที่ 4 ปีก่อน ที่เอเธนส์ ระเบิดฟอร์ม เก็บ 2ทอง, 2 ทองแดง
กีฬายกน้ำหนัก จะเป็นชนิดแรก ที่ชิงชัยเหรียญทอง เริ่มจากในรุ่น 48 กก.หญิงในเวลา 09.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ของวันที่ 9 ส.ค.


ทีมยกเหล็กไทย ได้โควตาเต็มอัตราศึก 4 คน แต่ส่งลงแข่งขันในรุ่นนี้ถึง 2 คน
"น้องอ้อย" เปรมศิริ บุญพิทักษ์ และ "น้องเอ" เพ็ญศิริ เหล่าศิริกุล
นั่นหมายความว่า สมาคมฯ ต้องมั่นใจอย่างมากว่า ทั้งคู่มีโอกาสควงแขนคว้าเหรียญสูง ถึงกับตัดโควตาของรุ่นอื่น
ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่า "เจ้าภาพ" จีน หมายมั่นปั้นมือจะคว้าเหรียญทองแรก เอาฤกษ์เอาชัย เพื่อกรุยทางสู่เจ้าเหรียญทองให้ได้
ด้วยความมั่นใจนี้เอง หากจะบอกว่า เปรมศิริ กับ เพ็ญศิริ คือว่าที่ฮีโร่โอลิมปิก ลำดับที่ 17, 18 คงไม่ผิดนัก


แม้จะเป็นโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรก แต่ทั้งคู่ก็ไม่ใช่โนเนม ต่างผ่านศึกร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมาแล้ว
เปรมศิริ จอมพลังจาก จ.สุพรรณบุรี เคยคว้า 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดงจากยกน้ำหนักชิงแชมป์โลก ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2007 ส่วน เพ็ญศิริ สาวนครศรีธรรมราชเคยได้ 3 เหรียญเงินชิงแชมป์โลก ที่กาตาร์ ปี 2006 รวมทั้งเคยได้ 2 ทอง 1 เงินชิงแชมป์เอเชีย ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 2005 ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเกียรติยศที่ภูมิใจที่สุด เพราะได้รับรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมด้วย


ส่วนสถิติของทั้งคู่ สมาคมยกน้ำหนัก แจ้งมาว่า ของ เปรมศิริ ดีที่สุด 200 กก. และเพ็ญศิริ ดีที่สุด 199 กก. ขณะที่สถิติโลก เป็นของ เหลียน หยาง จากจีน 217 กก.
หากเอาสถิติโลกเป็นเกณฑ์แบบหยาบๆสู่เหรียญทอง ดูเหมือนจะค่อนข้างห่าง แต่เชื่อเถอะว่า สถิติที่แท้จริงของทั้งคู่ ไม่ใช่แค่นั้นแน่นอน
คำถามคือ ทั้งคู่จะไปได้ไกลขนาดไหน


เปรมศิริ ซึ่งก่อนหน้านี้มีอาการบาดเจ็บหลัง กล่าวว่า หายสนิทแล้ว สามารถซ้อมได้อย่างเต็มที่ การเตรียมตัวทุกอย่างดีมาก ร่างกาย และจิตใจ พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ยืนยันด้วยว่าไม่มีความกดดันแต่อย่างใด
"ถ้าไม่พลาดอะไร ก็น่าจะมีเหรียญ เบื้องต้นขอแค่นั้นก่อน แต่จะเป็นสีอะไรค่อยว่ากันอีกที ยังไงขอสู้ให้เต็มที่ เพราะเป็นโอกาสของเราแล้ว ที่บ้านก็ไม่ได้หวังอะไรมากพ่อ, แม่ ก็เตือนว่าให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ได้หรือไม่ได้เหรียญ ค่อยว่ากัน"


ขณะที่ เพ็ญศิริ กล่าวว่า เวลานี้ ร่างกายยังไม่พร้อม แต่เมื่อถึงเวลาแข่ง เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เรื่องการซ้อมไม่ต้องพูดถึง หนักเป็นปกติอยู่แล้ว และยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีความกดดัน เพราะสมาคมฯไม่คาดหวังกับตนเองนัก ทางบ้านก็ไม่คิดว่าจะทำได้แค่ไหน มาเล่นโอลิมปิกอย่างเดียว ก็เฮทั้งครอบครัวแล้ว "เอ เชื่อว่าเรามีสถิติที่ดี แต่เรี่องการแข่งขันนั้น ขอคิดถึงตัวเองเท่านั้น ไม่ขอคิดถึงคู่แข่ง เพราะเราไม่รู้สถิติของเขาอยู่แล้ว และเชื่อว่าหลายชาติก็ซุ่มซ้อมมาเต็มที่ เพราะฉะนั้นไปดูตอนแข่งวัดกันบนเวทีไปเลยว่าจะเป็นไง"


"ส่วนตัว เอ เอง หวังจะขึ้นไปยืนบนแท่นรับเหรียญ จะเป็นตำแหน่งใดก็ได้ รู้ดีว่ารุ่นพี่ทำได้ยอดเยี่ยมมากเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ไม่อยากให้เอาไปเทียบ ขอทำให้ดีที่สุด แต่จะไปถึงเหรียญอะไร อยู่ที่จังหวะ และโอกาส" เพ็ญศิริ กล่าว
เหนือฝีมือคือกำลังใจ ทั้งคู่เป็นนักกีฬาที่โชคดี เพียง 2 จาก 45 คน ที่จะลงแข่งโดยที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จทอดพระเนตรด้วย
เปรมศิริ กล่าวว่า "ปลามปลื้มอย่างมาก ภูมิใจที่สุด ได้เล่นโอลิมปิกครั้งแรกก็ดีใจแล้ว ยังได้แข่งต่อหน้าพระพักต์ ยิ่งดีใจขึ้น ถือว่าสุดๆในชีวิตแล้ว"


ส่วน เพ็ญศิริ กล่าวในอารมณ์เดียวกันว่า "รู้สึกดีมากๆ แข่งโอลิมปิกครั้งแรก ก็มีพระบรมวงศานุวงส์เสด็จทอดพระเนตร ปกติแข่งโอลิมปิก ต้องเต็มที่สุดชีวิตอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโอกาสเช่นนี้ นับเป็นกำลังใจอย่างมาก จึงต้องทำให้ดียิ่งกว่าที่เป็นที่สุดสำหรับตัว เอเอง"
ทั้งคู่นับเป็นความหวังของทัพนักกีฬาไทย ที่จะลงแข่งเป็นคนแรก เปรียบเสมือนหัวหมู่ทะลวงฟัน ซึ่งหากเปิดได้ดี ก็อาจทำให้ความกดดันทั้งหมดของทัพนักกีฬาไทยคลายไปด้วย
ฮีโร่โอลิมปิกคนที่ 17, 18 จะบันทึกชื่อของเธอทั้ง 2 หรือไม่ หาคำตอบวันที่ 9ส.ค.นี้