หันมาดูกีฬาไทยบ้าง ขณะนี้ไม่มีใครเป็นขวัญใจชาวไทยยอดฮิตเท่า "หนูเก๋" นส.ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล นักยกน้ำหนักซึ่งคว้าเหรียญทองแรกมาให้คนไทยชื่นชม
"หนูเก๋" เป็นนักต่อสู้ชีวิตที่น่าทึ่ง พ่อ-แม่เป็นกรรมกรก่อสร้างรับจ้างหาเช้ากินค่ำตอนจบประถม 6 ทางบ้านไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อมัธยมปีที่ 1 "หนูเก๋" ก็ผันตัวเองมาเป็นกรรมกรทำงานร่วมกับพ่อแม่โดยไม่รู้สึกอับอายและไม่ตัดพ้อต่อว่าใคร จนกระทั่งมีคนมาตามให้กลับไปเรียนหนังสือที่นครสวรรค์ได้เรียนฟรีแต่มีเงื่อนไขต้องเป็นนักกีฬายกน้ำหนักของโรงเรียน
นส.ประภาวดีหรือ "หนูเก๋" เปิดใจผ่านจอทีวี.วันก่อนว่า ตอนนี้จบปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกและเรียนปริญญาโท ส่วนที่มีคนถามว่าได้เงินรางวัลมากมายจะเอาไปทำอะไร "หนูเก๋"
ตอบชัดถ้อยชัดคำว่าเอาไปฝากแบงก์กินดอกเบี้ยและใช้เป็นกองทุนต่อสู้ชีวิตของคนในครอบครัว
"หนูเก๋" ไม่อายความยากจนของตน แต่ยืนยันว่ารักพ่อ-แม่มาก ต้องการให้มีความสุขในช่วงสูงอายุและไม่เคยลืมตัวว่าต้องผจญกับความยากลำบากมาอย่างไร
มีผู้ใหญ่หลายคนอยากช่วยเหลืออุปถัมภ์แต่ "หนูเก๋" บอกว่าอยากให้ช่วยนักกีฬาไทยดีกว่า เพราะคนพวกนี้เสียสละทุ่มเทฝึกฝนพัฒนาฝีมือด้วยกำลังทรัพย์ของตนเอง ถ้าประสบความสำเร็จก็ได้รางวัลก้อนใหญ่ แต่ถ้าไปไม่ถึงดวงดาวก็จะหมดสภาพและไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร
สิ่งที่ นส.ประภาวดีหรือ "หนูเก๋"
ฝากให้ผู้ใหญ่เก็บไปคิดเป็นการบ้านก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬาไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือภาคการเมืองควรสนับสนุนส่งเสริมกีฬาไทยให้เหมือนต่างประเทศ อย่าปล่อยให้นักกีฬาดิ้นรนด้วยตนเอง และเมื่อนักกีฬามีอายุมากขึ้นก็ควรหางานให้ทำเพื่อเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวไม่ให้เดือดร้อน
นี่คือความรู้สึกและความคิดของนักกีฬาที่มีอายุเพียง 24 ปี แต่คิดลึกกว่าผู้ใหญ่ ความคิดนี้ได้รับความสนับสนุนจากนางบุษยา ยอดบางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักไทย ซึ่งเป็นคนหนึ่งซึ่งเสียสละยอมเข้ามาช่วยเหลือทีมกีฬานี้จนสามารถสร้างนักยกน้ำหนักดีเด่นได้หลายคน
การเมืองต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันดุเดือด คนระดับล่างก็ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดอย่างดุเดือดเหมือนกัน และถ้าคนระดับล่างรับแรงกดดันไม่ไหวก็อาจเกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกับ