เบื้องหลังความสำเร็จของ "เก๋" ประภาวดี

จากความสำเร็จของ "เก๋" ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล นักยกน้ำหนักวัย 24 ที่คว้าเหรียญทอง รุ่น 53 กก.หญิง ในโอลิมปิคเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แน่นอนว่าคำชมและกระแสความยินดีต้องเป็นของเก๋และสมาคมยกน้ำหนักแห่งประเทศไทยฯ แต่อย่าลืมว่ากว่าที่เพชรเม็ดนี้จะจรัสแสงในเวทีโอลิมปิคได้ ย่อมต้องผ่านการขุดค้นและเจียระไนมาก่อน

เก๋ หรือตอนที่ยังใช้ชื่อ จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน ในวัย 10 ขวบ เป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ครอบครัวยากจน พ่อแม่ต้องเดินทางมาทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ ตัวเองอยู่กับตา จนวันหนึ่ง ประทีป แสงน้อย นักยกน้ำหนักตัวแทนเขต 6 และ "โค้ชต้อย" สมชาติ แสงน้อยลูกชาย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเก๋ ได้ลองชักชวนให้ไปยกน้ำหนักโดยใช้ดรัมเบลที่ใช้ปูนหล่อ 2 ข้างกับไม้พลองให้ยกน้ำหนัก

"เก๋ เป็นคนขยันหมั่นเพียร ว่านอนสอนง่าย มีความตั้งใจ" ปู่ประทีปวัย 65 ปี กล่าวถึงเก๋ในช่วงแรกเริ่มการยกลูกเหล็ก

หลังจากจบ ป.6 จากโรงเรียนเซนต์แอนแมรี่ (ทวีศึกษา) ที่ จ.นครสวรรค์ ใน พ.ศ.2537 เก๋เกือบไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา เพราะ นายจันทร์แก้ว - นางภาวรีย์ พ่อและแม่ของเก๋ มีฐานะยากจนจึงได้พาเก๋ไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯด้วยกัน ทำให้เก๋หายไปจากการซ้อมอยู่พักใหญ่

โค้ชต้อยเห็นท่าไม่ดีจึงไปตามตัวเก๋กลับมานครสวรรค์ โค้ชต้อยยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้มีฐานะที่ดี แต่อยากจะช่วยเหลือเด็กคนนี้ รวมทั้งเห็นถึงความตั้งใจในการซ้อมของเก๋ จึงให้ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร และการศึกษา

"ผมเปิดอู่ซ่อมรถ ก็ไม่ได้มีเงินมากมาย แต่สงสารเก๋ ก็เลยเอามาอยู่ด้วย มีแต่มาม่าให้กิน บางวันมีตังค์หน่อยก็เพิ่มไข่เข้าไปบ้าง แต่ถ้าเป็นโอกาสพิเศษก็อาจจะได้กินข้าวกะเพราไก่บ้าง แต่นมหรือขนมที่จะใช้บำรุงไม่เคยมี"

นอกจากความช่วยเหลือของปู่ทีปและโค้ชต้อยแล้ว ยังมี นายสมควร โอบอ้อม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ของ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นประธาน สโมสรยกน้ำหนักโอบอ้อม ก็ช่วยในเรื่องการศึกษา โดยช่วยให้เก๋ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนสตรีนครสวรรค์และซ้อมกับสโมสรโอบอ้อมมาตลอด ช่วงแรกที่เก๋ลงแข่ง เธอยกเหล็กแทบจะไม่ขึ้น เพราะคานเหล็กที่ใช้ซ้อมมีน้ำหนักเพียง 10 กก. แต่คานเหล็กที่ใช้ในการแข่งหนักถึง 20 กก. ทำให้ผู้ใหญ่ในวงการยกน้ำหนักแซวเธอและโค้ชต้อยว่า ถือขวดนมมายกน้ำหนักด้วยรึป่าว?

แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของเก๋ โค้ชต้อยก็พาเธอไปแข่งขันยกน้ำหนักของกรมพลศึกษา ใน พ.ศ.2539 และคำล้อเลียนเรื่องขวดนมก็หายไป เมื่อเธอสามารถคว้าอันดับ 2 ในวันนั้นมาได้ ด้วยวัยเพียง 12 ปี หลังจากนั้นเก๋ก็โชว์พลังคว้าเหรียญรางวัลในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ, กีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งประเทศไทย หลายต่อหลายครั้ง หลายต่อหลายเหรียญ จนทำให้เป็นที่รู้จักในวงการยกน้ำหนักของเมืองไทย ความโดดเด่นของเก๋ ก็คือ เป็นคนตัวเล็ก แต่ยกเหล็กที่หนักได้ รวมทั้งเป็นเด็กร่าเริงและขี้เล่น

จน พ.ศ.2544 เก๋ก็ไปสร้างผลงานคว้า 3 เหรียญทองในกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ จ.แพร่ ทำให้ "เสธ.ยอด" พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักฯในสมัยนั้น เรียกเก๋เข้าทีมชาติ

"วันนั้น เสธ.ยอดบอกผมว่า จะพาเก๋ไปเก็บตัวกับทีมชาติที่เชียงใหม่ หลังจากรับเหรียญรางวัลเสร็จ เก๋ยังไม่มีเวลาเก็บเสื้อผ้าด้วยซ้ำ ก็ไปเชียงใหม่เลย แต่ เสธ.ยอดสัญญาว่าจะดูแลเก๋อย่างดี ทำให้ผมไม่เป็นห่วง ยอมรับเลยว่าเก๋มีแววตั้งแต่ 11 ขวบ ผมหวังแค่ให้เก๋ไปติดทีมชาติก็ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ก็มีจุดอ่อนบ้างที่ความเป็นคนอ่อนไหว เจ้าน้ำตา บางครั้งที่ผมดูก็ร้องไห้ไป ยกเหล็กไปก็มี" โค้ชต้อยเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ

หลังจากส่งเก๋ไปสู่ทำเนียบทีมชาติได้แล้ว สโมสรโอบอ้อมที่โค้ชต้อยดูแลอยู่ ก็เริ่มเงียบไปจากวงการยกน้ำหนัก เพราะนักยกน้ำหนักฝีมือดีในรุ่นเดียวกับเก๋ อย่าง อัญชนา แสงน้อย, ชนกสุดา สัสสินธร, สุทาทิพย์ แสงน้อย, เปียทิพย์ พันธุ์เขตกรรม, ณัฐวรรณ แสงน้อย ก็ต้องไปศึกษาในระดับที่สูงกว่า ทำให้ไม่มีเวลาซ้อม สโมสรโออบอ้อมจึงต้องปิดไปตามระเบียบใน พ.ศ.2549

ถึงจะเหมือนนกที่ปีกแข็งบินออกจากรังไปแล้ว แต่หลายๆ ครั้งที่เจอปัญหา เก๋มักจะโทร.มาปรึกษาโค้ชต้อยอยู่เรื่อยๆ ทั้งเรื่องปัญหาชีวิต การซ้อม คุยไปร้องไห้ไป ทั้งเรื่องการไม่ได้ไปแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ 2004 ที่ประเทศกรีซ ข้อศอกหลุดเมื่อปีที่แล้ว โค้ชต้อยก็คอยปลอบและให้กำลังใจ

"จุดอ่อนของเก๋อยู่ที่มือและข้อศอก เพราะตอนที่ยกข้อมือจะบีบลงมามาก แล้วศอกก็จะแบะออก ทำให้ศอกหลุด ก็ได้แต่ให้กำลังใจกัน"

โค้ชต้อยเล่าถึงความรู้สึกในวันที่เก๋คว้าเหรียญทองในปักกิ่งเกมส์ว่า คืนก่อนที่เก๋จะแข่ง ตนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน ก่อนเดินทางไปจีนเก๋ก็โทร.มาหา ดีใจมากที่เห็นนักกีฬาที่สร้างมากับมือทำได้ถึงขนาดนี้ บอกตรงๆ ว่าแค่ทำให้นักกีฬาติดทีมชาติได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว

"อยากจะผลักดันให้เก๋มีงานทำ อยากให้เป็นทหารบก เพื่อจะได้มีสวัสดิการที่จะใช้ดูแลครอบครัวของเก๋ได้ ถ้าวันหนึ่งเห็นเก๋ติดดาวที่บ่า คงดีใจและปลื้มใจมาก" โค้ชต้อยกล่าว

ส่วนปู่ทีป ผู้ชักจูงเก๋มายกน้ำหนักได้ฝากบอกมาว่าอยากเจอเก๋มาก ขอให้ขยันหมั่นเพียรและเล่นต่อไปเพื่อประเทศชาติ

หลังจากที่เก๋คว้าเหรียญทองมาได้ ทำให้ชื่อของสโมสรโอบอ้อม ผุดกลับมาจากความทรงจำของคนในวงการยกน้ำหนักอีกครั้ง โค้ชต้อยกำลังวางแผนจะนำสโมสรโอบอ้อมกลับมาอีกครั้ง เพราะมีหลายคนที่ถามถึงการกลับมาของต้นสังกัดแรกของวีรสตรีเหรียญทองปักกิ่งเกมส์คนนี้มากเหลือเกิน

สำหรับครอบครัว เก๋จะส่งเงินที่ได้จากแข่งขันยกน้ำหนักมาให้อย่างสม่ำเสมอ

นายจันทร์แก้ว พ่อของเก๋กล่าวว่า เก๋ส่งเงินมาช่วยพ่อแม่ครั้งแรกที่พ่อแม่ได้รับถึงกับขนลุกด้วยความปลื้มปีติคือ 60,000 บาท และประมาณปีเศษที่ผ่านมา ก็ได้ซื้อบ้านหลังที่อยู่นี่เป็นเงินสด 800,000 บาท และเมื่อต้นปีนี้ได้ขอให้พ่อมาขายลูกชิ้นทอดโดยออกทุนและซื้ออุปกรณ์ให้ทั้งหมด ถือว่าตอนนี้ ฐานะของครอบครัวดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยอมรับว่านอกจากเก๋จะสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและประเทศชาติแล้ว ก็ยังเป็นลูกยอดกตัญญูของพ่อแม่ด้วย

ขอปรบมือให้ผู้เจียระไนเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ อีกครั้งขอรับ!!