ทุบสถิติยกน้ำหนัก พระเทพฯทรงยินดี
ทองแรก - ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล นักยกน้ำหนักสาวไทย คว้าเหรียญทองในรุ่น 53 กก. ยกได้ 221 กก. ซึ่งเป็นเหรียญทองแรกของทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม (ภาพเอเอฟพี)
"น้องเก๋"ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล จอมพลังสาววัย 24 ปี เผยมั่นใจก่อนลงชิงชัยประเดิมเหรียญทองแรกให้กับทัพนักกีฬาไทยในโอลิมปิคเกมส์ 2008 พร้อมกับพังสถิติเดิม แต่เสียดายทุบสถิติโลกไม่สำเร็จ สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานดอกไม้แสดงความยินดี ยอดเงินอัดฉีดรับแล้ว 25 ล้านบาท พ่อกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แม่ถึงกับเป็นลมล้มพับ
การแข่งขันยกน้ำหนักหญิงรุ่น 53 กก. "ปักกิ่งเกมส์" ที่ยิมเนเซียม มหาวิทยาลัยการบินและอวกาศแห่งปักกิ่ง กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เป็นศูนย์รวมของคนไทยใน "ปักกิ่งเกมส์" กันอย่างพร้อมพรัก เพื่อลุ้นเหรียญทองจาก ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล สาวปากน้ำโพ วัย 24 ซึ่งเป็นความหวังสุดยอดของทีมยกน้ำหนักไทย
การแข่งขันมีทั้งหมด 9 คน โดยจีนไม่ส่งนักกีฬาในรุ่นนี้ จึงกลายเป็นการลุ้นกันระหว่าง 4 คน คือ นาสตาเซีย โนวิคาว่า จากเบลารุส และ ยูน จิน ฮี จากเกาหลีใต้ เป็นตัวเก็ง ในฐานะเหรียญเงินและเหรียญทองแดงจากยกน้ำหนักหญิงชิงแชมป์โลก ค.ศ.2007 ขณะที่ประภาวดีของไทยที่พลาดทุกอันดับจากการชิงแชมป์โลกดังกล่าว เพราะบาดเจ็บระหว่างการยกท่าคลีนแอนด์เจิร์กนั้น เป็นตัวเก็งด้วยเช่นกันจากผลงานล่าสุดที่ดีกว่าทุกคน และแรม่า ลิซ่า รัมเบวาส สาวชวาอดีตเหรียญเงินโอลิมปิคเกมส์ 2 สมัยซ้อน
การยกเริ่มจากท่าสแนทช์ ความเข้มข้นเริ่มขึ้นในตอนท้ายๆ ระหว่าง 4 ตัวเก็ง โดยมี มารีดาลีน จากโดมินิกันหลุดเข้ามาผสมโรงอีกคนหนึ่ง ด้วยการยกที่น้ำหนัก 90 กก.ขึ้นไป
สาวชวาเรียกน้ำหนัก 91 กก. แล้วยกได้อย่างมั่นใจ ขณะที่นาสตาเซียยกครั้งแรกได้ 92 กก. ประภาวดียกครั้งแรก 92 กก.ได้อย่างมั่นใจ ขณะที่มารีดาลีนยกครั้งที่ 2 เรียกน้ำหนัก 93 กก.ผ่านไปได้อีกคนหนึ่ง ปิดท้ายด้วยสาวเกาหลียกครั้งแรก 94 กก.ได้อย่างสบาย
ในการยกครั้งที่ 2 ต่อมานั้น ลิซ่าสาวชวาเรียกน้ำหนัก 95 กก.ไว้ แต่พลาด ถัดมา นาสตาเซียยกครั้งที่ 2 ที่น้ำหนัก 95 กก. ผ่านไปได้อย่างไร้ปัญหา ประภาวดียกครั้งที่ 2 น้ำหนัก 95 กก.เท่ากัน ผ่านไปได้อย่างไม่ลำบาก ลิซ่ากลับมาแก้ตัวในการยกครั้งที่ 3 แต่ยกไม่ผ่าน
การแข่งขันทำท่าหวือหวามากขึ้น เมื่อสาวโดมินิกันยกครั้งที่ 3 ครั้งสุดท้าย เรียกน้ำหนัก 96 กก.แต่ยกไม่ขึ้น และสาวเกาหลีใต้เป็นคนสุดท้ายในยกครั้งที่ 2 เรียกน้ำหนักพุ่งไปที่ 97 กก. แต่ก็ยกไม่ผ่าน
การยกครั้งสุดท้ายของ 3 คนสุดท้ายที่น้ำหนัก 97 กก. มาถึงนาสตาเซียยกคนแรกแต่ไม่ผ่าน ประภาวดีลุ้นต่อมา แต่ก็ยกไม่ผ่านอีกเหมือนกัน และสาวเกาหลีก็ยกไม่ผ่านเป็นการปิดฉากท่าสแนทช์ในที่สุด
สรุปผลท่าสแนทช์ปรากฏว่า ประภาวดีกับนาสตาเซียยกได้ 95 กก.เท่ากัน แต่ประภาวดีน้ำหนักตัวน้อยกว่า จึงเป็นอันดับ 1 นาสตาเซียเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 ยุน จิน ฮี 94 กก., อันดับ 4 มารีดาลีน 93 กก. และอันดับ 5 ลิซ่า 91 กก.
ระหว่างพักการแข่งขัน เพื่อรอลุ้นท่าคลีนแอนด์เจิร์กนั้น นาสตาเซียและประภาวดีต่างมีความมั่นใจกันอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่สาวไทยผ่อนคลายและอารมณ์ร่าเริงมากกว่า เพราะมั่นใจในท่าคลีนแอนด์เจิร์กของตัวเองมากที่สุด ประภาวดีถึงกับยิ้มร่าแล้วชูสองนิ้วสัญลักษณ์แห่งชัยชนะให้กับกล้องทีวีที่มาถ่ายแบบโคลสอัพ เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้
เมื่อเริ่มการแข่งขันท่าคลีนแอนด์เจิร์ก ทีมไทยก็ตัดไม้ข่มนามทุกคน ด้วยการเรียกน้ำหนักในการยกครั้งแรกที่ 120 กก. สูงที่สุด และเมื่อปล่อยให้คนอื่นๆ ฟาดฟันกันเกือบหมด และไม่มีใครทำสถิติได้ถึง 120 กก. ทำให้การยกครั้งแรกของสาวไทยที่ยกผ่านสบายๆ 120 กก. ทำให้ประภาวดีกำหมัดสองข้างขึ้นมาด้วยความสะใจ และมั่นใจในการได้เหรียญทองของตัวเองแน่นอนแล้ว
ต่อมาเป็นคิวของมารีดาลีนขึ้นยกครั้งที่ 3 ครั้งสุดท้าย แต่ไม่ผ่านที่น้ำหนัก 120 กก. จากนั้น ลิซ่าสาวชวาก็ขึ้นยกครั้งที่ 3 ที่ 121 กก.เพื่อลุ้นเหรียญทองแดงให้ได้ แต่ยกไม่ผ่าน ทำให้สาวไทยได้เหรียญทองอย่างเด็ดขาด และเหลือเพียงคนเดียวในการแข่งขันกับการยกอีก 2 ครั้ง ประภาวดีเรียกน้ำหนัก 126 กก.ในการยกครั้งที่ 2 เพื่อทำลายสถิติโอลิมปิคเกมส์ท่านี้ของ หยัง ซี สาวจีนที่ทำไว้ 125 กก.ในโอลิมปิคเกมส์ 2000 ปรากฏว่า ยกผ่านแบบสบายๆ
การยกครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายนั้น เรียกน้ำหนักที่ 130 กก.เพื่อทำลายสถิติโลก 129 ก.ก.ของ หลี่ ผิง สาวจีน คราวนี้ประภาวดีทำไม่สำเร็จ เป็นการสิ้นสุดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ประภาวดีลุกขึ้นยืนไหว้ขอบคุณ แล้วโบกมือแสดงความยินดีกับกองเชียร์ชาวไทยในสนามแข่งขันอย่างมีความสุข พร้อมกับทำสถิติเป็นนักยกน้ำหนักหญิงไทยคนที่ 3 และเป็นนักกีฬาไทยคนที่ 6 ที่ได้เหรียญทองโอลิมปิคเกมส์
ทรงยินดี - นายรัฐกร มานะทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งมอบช่อดอกไม้พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ที่สถานทูตไทย ประจำกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม (ภาพมติชน)
สรุปผลการแข่งขัน เหรียญทอง ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล 221 ก.ก. (95-126 กก.) เหรียญเงิน ยุน จิน ฮี (เกาหลีใต้) 213 (94-119 กก.) เหรียญทองแดง นาสตาเซีย โนวิคาว่า (เบลารุส) 213 (95-118 กก.)
พิธีมอบเหรียญรางวัลเป็นไปท่ามกลางความยินดีของกองเชียร์ไทยในสนามแข่งขัน โดยมี นายณัฐ อินทรปาณ กรรมการโอลิมปิคสากลชาวไทยเป็นประธานมอบเหรียญรางวัล
หลังจากการมอบเหรียญรางวัลและเคารพเพลงชาติไทยในฐานะผู้ชนะเลิศสิ้นสุดลง นาสตาเซียยังเสียใจและผิดหวังจนเก็บอาการไม่อยู่ ไม่ยอมชูเหรียญทองแดง ขณะยืนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน แม้ว่าช่างภาพจะตะโกนขอร้องอย่างไรก็ตาม
ส่วนผลยกน้ำหนักชายรุ่น 56 กก. พงษ์ศักดิ์ มณีทอง ขึ้นยกในกรุ๊ป บี 254 กก. (112-142) ได้อันดับ 2 ในกรุ๊ปบี
@ "เก๋"เสียดายชวดพังสถิติโลก
หลังการแข่งขัน ประภาวดีเข้าห้องแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้ความสนใจมากมาย ประภาวดีกล่าวว่า ฝึกซ้อมอย่างหนักมาเป็นเวลา 4 ปีหลังจากผิดหวังไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ 2004 ก่อนแข่งมั่นใจว่าจะคว้าเหรียญทองได้ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บในการแข่งขันยกน้ำหนักชิงแชมป์โลก 2007 และต้องพักการฝึกซ้อมระยะยาวก็ตาม
"เหรียญทองที่ทำได้เก๋ขอมอบให้คนไทยผู้เป็นแม่ทุกคน แม่หลวง คนไทยทุกคน และครอบครัว เนื่องจากอีกไม่กี่วันจะถึงวันเฉลิมพระชนม พรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ"
ประภาวดีกล่าวว่า การที่เปลี่ยนชื่อจาก จันทร์พิมพ์ กันทะเตียน เนื่องจากมีแม่ชีบอกว่าถ้าใช้ชื่อเดิมจะไปไม่ถึงดวงดาว แต่ถ้าเปลี่ยนทุกอย่างจะเปลี่ยนไปประสบความสำเร็จระดับสูงสุด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่มีความเชื่อดังกล่าวทั้งหมดว่าเปลี่ยนชื่อแล้วจะดี แต่ยังได้ฝึกซ้อมอย่างหนัก
สำหรับสิ่งแรกที่อยากทำคือ อยากกลับบ้านไปหาครอบครัวเพราะว่าเก็บตัวฝึกซ้อมยกน้ำหนักมาเป็นระยะเวลา 8 ปีได้กลับบ้านแค่ 3 ครั้งเท่านั้นและคิดว่าทุกคนก็รอคอยการกลับไปของตนด้วยความคิดถึงเช่นกัน
"รู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถทำสถิติโลกในการยกครั้งสุดท้าย ก่อนแข่งตั้งใจว่านอกจากคว้าเหรียญทองแล้วจะต้องสร้างประวัติศาสตร์ทำลายสถิติโลกด้วย แต่ก็ดีใจที่สามารถทำลายสถิติโอลิมปิคเกมส์ได้"
น้องเก๋กล่าวว่า โชคดีทีเดียวที่จีนไม่ได้ส่งนักยกน้ำหนักส่งแข่งขันในรุ่นเดียวกัน มิฉะนั้น จะทำให้การวางแผนแข่งขันต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน และการคว้าเหรียญทองคงไม่ง่าย
นางบุษบา ยอดบางเตย นายกสมาคมยกน้ำหนักฯและผู้จัดการทีม กล่าวว่า หลังจากพลาดเหรียญรางวัลในวันแรกทำให้เครียดมาก รวมทั้งไม่ค่อยพอใจการทำหน้าที่ของโค้ชชาวจีน นายจาง เป่า ซุ่น เท่าที่ควรโดยเฉพาะการเรียกน้ำหนักเหล็ก ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจทำกันเองกับสายพิณ เดชแสง ผู้ฝึกสอนชาวไทย
"เชื่อว่าทีมยกน้ำหนักไทยจะมีเหรียญรางวัลอีกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจาก วันดี คำเอี่ยม แต่จะเป็นเหรียญสีอะไรเท่านั้น รวมไปถึงการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ 2012 ด้วยและมั่นใจว่าจะมีเหรียญทองมากกว่าโอลิมปิคเกมส์ครั้งนี้"
ส่วนประภาวดีจะเล่นยกน้ำหนักต่อไปอย่างแน่นอนเพราะว่าเป็นคนชอบเล่นกีฬายกน้ำหนักเป็นชีวิตจิตใจและอายุเพิ่งจะแค่ 24 ปีเท่านั้นยังมีศักยภาพที่จะคว้าเหรียญทองได้อีกอย่างแน่นอน
"ถ้าเก๋ยังเล่นต่อไปจะคว้าเหรียญทองได้อีกเหมือนกับ ปวีณา ทองสุก ถ้ายังเล่นก็จะคว้าเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ครั้งนี้ อย่างไร้คู่ต่อสู้ และจะให้ประภาวดีอยู่ที่กรุงปักกิ่งต่อไป โดยจะเดินทางกลับในวันที่ 25 สิงหาคมพร้อมเพื่อนร่วมทีม"
@ พระเทพฯทรงแสดงความยินดี
นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ส่งสาส์นแสดงความยินดีพร้อมพระราชทานช่อดอกไม้ผ่าน นายรัฐกร มานะทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง โดยคุณหญิงอารยา พิบูลนครินทร์ ราชเลขาธิการในพระองค์ ของสมเด็จพระเทพฯ ได้ส่งโทรสารถึงประภาวดีมีใจความว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระบัญชาให้เชิญพระราชกระแส แสดงความยินดีที่ได้รับชัยชนะ อันเป็นความสำเร็จที่ได้มาจากความอดทนในการฝึกซ้อมที่ผ่านมา เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง วงศ์ตระกูลและประเทศชาติ