พินิจ-พิจารณ์: มุ่งเหรียญโอลิมปิก

เผยแพร: 29/08/2012 โดย:Web Master

 

          แพทย์และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เหล่านี้
ต้องเป็นกรรมการฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาให้สมาคมกีฬาหนึ่งใดเท่านั้น
กรรมการฝ่ายนี้อาจไม่มีความรู้ลึกในแต่ละประเภทกีฬาในระยะแรก
แต่ถ้าอยู่ไป ศึกษาไป ทำไป ไปประชุมต่างประเทศ พูดง่ายๆ กิน
นอนอยู่กับนักกีฬา อีกหน่อยก็จะเชี่ยวชาญขึ้นมาเอง
ต้องอยู่กับนักกีฬาในยามสงบและในยามออกศึกนักกีฬาจะได้เชื่อ ไว้ใจ
เข้าใจ แต่ละฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาควรมีแพทย์และ ผู้ที่ไม่ใช่แพทย์
10-20 คน ที่ต้องมีมากเพราะความเชี่ยวชาญแบ่งเป็นหลาย อนุสาขามาก เช่น
หัวใจ ปอด กายวิภาค สรีรวิทยา โภชนาการ จิตวิทยา เด็ก กระดูก ทันตแพทย์
ชีวกลศาสตร์ นักพละ ฯลฯ และเนื่องจากทุกๆ คนเป็นอาสาสมัคร
มีงานประจำอยู่แล้ว มาอยู่ที่สมาคมกีฬาด้วยใจรัก ด้วยความเสียสละ
จึงควรต้องมี 10-20 คน จะได้ผลัดกันมา เช่นกรณีของผม
เคยแนะนำพล.อ.ชัยณรงค์ หนุนภักดี
ตั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาโดยมีผู้เชี่ยวชาญ 10-20 คน
ให้สมาคมยกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
ซึ่งตอนนั้นเสธ.ยอด(พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย) เป็นกรรมการสมาคมอยู่ด้วย
ในที่สุดสมาคมได้เหรียญโอลิมปิกและได้ตลอดมา
          เราต้องมอง คัดเลือกนักกีฬาสำหรับโอลิมปิกครั้งต่อไปที่บราซิล
4 ปีข้างหน้า ตั้งแต่บัดนี้ เน้นกีฬาที่ให้ความสำเร็จแก่เราเสมอมาและที่มีความหวัง
เช่น มวย ยกน้ำหนัก เทควันโด แต่ต้องไม่ลืมกีฬาอื่นด้วย
          เราต้องเลือกนักกีฬาให้เหมาะสมกับกีฬาแต่ละประเภท ฝึกให้มาก
ให้ถูกวิธีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับกีฬาแต่ละประเภทให้มากที่สุด
ดูแลการป้องกัน การวินิจฉัยให้เร็ว และรักษา ฟื้นฟู
การบาดเจ็บให้หายอย่างสมบูรณ์ที่สุดและเร็วที่สุด
          ระยะยาวคือทำให้เด็กไทยโตมากกว่านี้
ไม่มีอะไรมากไปกว่าทานอาหารที่เหมาะสมกับวัย
เช่น ทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการตั้งแต่เกิด แต่มาเน้นโดยเฉพาะช่วงอายุ 10-14
ปี โดยเฉพาะ นม เด็กๆ ควรดื่มนมวันละ 3-5
แก้วเพื่อให้ได้แคลเซียมอย่างเพียงพอ คือ 1,000 มิลลิกรัม (หรือ 1 กรัม)
ต่อวัน ให้เด็กมีโอกาสออกกำลังกายอะไรก็ได้ทุกๆ วัน กระดูก กล้ามเนื้อ
ร่างกายจะได้แข็งแรง เด็กจะสูง รูปร่างใหญ่ หนามากขึ้น
ให้เด็กได้นอนอย่างเพียงพอ ในวัยเด็กอาจต้องนอน 8 ชั่วโมงขึ้นไป นอนน้อย
ร่างกายอาจหลั่งสาร growth hormone (ที่ทำให้เด็กสูงใหญ่) น้อยไป
ทำให้ไม่โต ต้องเริ่มหัดให้เด็กมีทักษะกีฬาต่างๆ ไม่ว่า ฟุตบอล รักบี้
เทนนิส ยกน้ำหนัก ฯลฯ ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬาควรศึกษา
วิจัยว่า เด็กไทย ควรเริ่มเล่นกีฬาแต่ละประเภทเมื่ออายุเท่าใด เช่น
ยกน้ำหนักอาจสอนวิธีให้เด็ก แต่ยังไม่ให้ยกน้ำหนักที่มากเกินไป
สอนให้รู้จักวิธียกน้ำหนักท่าต่างๆ จนสามารถทำได้คล่องแคล่ว เป็นนิสัย ถูกวิธี
          การที่จะทำให้คนไทยเล่นกีฬาเก่ง รู้กฎเกณฑ์
ต้องเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกๆคนเล่นกีฬาทุกวัน
ปัจจุบันรัฐบาลให้การศึกษาฟรีแก่เด็ก 12 ปีคือ จนถึง ม.6
รัฐบาลควรดำเนินการต่อคือกระตุ้นและสนับสนุนให้โรงเรียนต่างๆ
ต้องเล่นกีฬาทุกวัน โดยสนับสนุนให้ย้ายโรงเรียนไปอยู่ต่างจังหวัด
จะได้มีที่มากพอจะมีสนามกีฬาประเภทต่างๆ อย่างเพียงพอ
ควรกระตุ้นให้มีโรงเรียนประจำมากๆ จะเกิดประโยชน์หลายอย่างเช่น เด็กๆ
จะได้ ไม่เสียเวลา 1-3 ชั่วโมงต่อวันในการเดินทางไปกลับโรงเรียน
รถจะได้ไม่ติด เอาเวลาที่ประหยัดได้นี้ไปนอน เรียนหรือออกกำลังกาย
ตัวอย่างโรงเรียนของผมคือกรุงเทพคริสเตียนมีนักเรียนหลายพันคน
แต่มีสนามกีฬา สระว่ายน้ำน้อยมาก แม้แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เช่นกัน
          รัฐบาลควรสร้างสนามกีฬาทั่วทั้งประเทศ เน้นทุกอำเภอก่อน
ให้ทุกๆ คนไปออกกำลังกายได้ฟรี หรือเสียค่าใช้สนามเล็กน้อย
มีอุปกรณ์ให้ยืมหรือเช่าราคาถูก มีครูสอนวิธีเล่นฟรี สวนสาธารณะต่างๆ
ควรมีที่ออกกำลังกาย เช่น ที่เดิน วิ่ง ถีบจักรยาน ว่ายน้ำ
ถ้ามีที่พออาจแถมสนามเทนนิส แบดมินตัน
          เราต้องสนับสนุนให้นักกีฬามีโอกาส
ที่ดีในการไปสู่เหรียญที่โอลิมปิก
ไม่ใช่เพียงให้รางวัลตอนได้เหรียญแล้วเท่านั้น
ต้องสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอเช่น อาจ นำเงิน 1%
ที่เก็บภาษีจากการขายแอลกอฮอล์ และบุหรี่ (sin tax)
มาสนับสนุนสมาคมกีฬาต่างๆ เหมือนที่หางบฯให้
สสส.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีการใช้งบประมาณอย่างถูกต้อง คุ้มค่าและโปร่งใส
          ต้องผลิตนักวิทยาศาสตร์การกีฬา แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา โค้ช
ผู้ตัดสินและควร “ผลิต” ผู้บริหารกีฬาที่ดีด้วย
ผู้บริหารกีฬาอาจเล่นกีฬาไม่เป็น แต่ต้องมีความรู้กฎ ระเบียบ
แม้แต่มารยาทการเล่นกีฬานั้นๆ
          ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไหนทำอะไรเช่นนี้
(และมีธรรมาภิบาลเรื่องอื่นๆ) คงได้เป็นรัฐบาลตลอดไป